การวิเคราะห์ทางเทคนิค

บทวิเคราะห์ปัจจัยพื้นฐาน vs. ทางเทคนิค: เข้าใจความแตกต่าง

มุมมองพื้นฐานของการวิเคราะห์ปัจจัยพื้นฐานและการวิเคราะห์ทางเทคนิค


การวิเคราะห์ปัจจัยพื้นฐานจะพิจารณาปัจจัยทั้งหมดที่ส่งผลต่อราคาหุ้นของบริษัท ปัจจัยเหล่านี้ ได้แก่ ข่าวผลประกอบการทางการเงินล่าสุด โครงสร้างผู้บริหาร อุตสาหกรรม และอื่น ๆ เป้าหมายคือการหามูลค่าที่แท้จริงของบริษัทและตัดสินว่าสินทรัพย์นั้นมีมูลค่าเกินหรือต่ำกว่าความเป็นจริง ส่วนใหญ่นั้นจะใช้โดยนักลงทุนที่วางแผนการลงทุนในระยะยาว

การวิเคราะห์ทางเทคนิคจะใช้กราฟราคา รูปแบบกราฟ อินดิเคเตอร์ และเทรนด์ในการทำนายพฤติกรรมราคาในอนาคตอันใกล้และไกล นักเทรดส่วนใหญ่ใช้วิธีการวิเคราะห์ประเภทนี้ เพราะสามารถให้ภาพการวิเคราะห์ที่ดีของพฤติกรรมราคา ณ ปัจจุบัน

ราคาหุ้นมักมีการเปลี่ยนแปลงอยู่เสมอตลอดเวลาการซื้อขาย ทำให้การทำความเข้าใจพฤติกรรมราคานั้นเป็นกุญแจสำคัญสู่ผลกำไร นักเทรดมักใช้การวิเคราะห์ทั้งสองประเภทในการหาเทรนด์และทำนายการเคลื่อนที่ของราคาสินทรัพย์ในอนาคต

 

หลักที่ใช้เปรียบเทียบ

การวิเคราะห์ปัจจัยพื้นฐาน

การวิเคราะห์ทางเทคนิค

ความหมาย การวิเคราะห์ปัจจัยพื้นฐาน คือ การวิเคราะห์สินทรัพย์เพื่อหามูลค่าที่แท้จริงของหุ้น การวิเคราะห์ทางเทคนิค คือ วิธีการกำหนดราคาหุ้นในอนาคตโดยใช้กราฟในการหารูปแบบและแนวโน้ม
มักใช้กับ การลงทุนระยะยาว การลงทุนระยะสั้น
หน้าที่ ลงทุน เทรด
วัตถุประสงค์ เพื่อหามูลค่าที่แท้จริงของหุ้น เพื่อหาจังหวะที่ใช่ในการเข้าหรือออกตลาด
การตัดสินใจ การตัดสินใจขึ้นอยู่กับข้อมูลที่มีและสถิติที่ประเมิน การตัดสินใจขึ้นอยู่กับเทรนด์ตลาดและราคาหุ้น
ให้ความสำคัญกับ ทั้งข้อมูลในอดีตและปัจจุบัน ข้อมูลในอดีตเท่านั้น
รูปแบบข้อมูล รายงานทางเศรษฐกิจ ข่าว เหตุการณ์ และสถิติทางอุตสาหกรรม การวิเคราะห์กราฟ
ราคาในอนาคต คาดการณ์บนพื้นฐานของผลการดำเนินงานในอดีตและปัจจุบัน และความสามารถในการทำกำไรของบริษัท คาดการณ์บนพื้นฐานของกราฟและอินดิเคเตอร์
ประเภทนักเทรด นักเทรดระยะยาว นักเทรดตามความผันผวน และนักเทรดระยะสั้น
แหล่งที่มา: keydifferences.com

 

2021-03-31-Fundamental and Technical-1

 

การวิเคราะห์ปัจจัยพื้นฐานคืออะไร?

การวิเคราะห์ปัจจัยพื้นฐาน คือ วิธีการหามูลค่าที่แท้จริงของสินทรัพย์ด้วยองค์ประกอบทางเศรษฐกิจและการเงิน การวิเคราะห์ปัจจัยพื้นฐานให้ความสำคัญกับหลายปัจจัยด้วยกัน รวมถึงปัจจัยเศรษฐกิจมหภาค ได้แก่ สภาพเศรษฐกิจและอุตสาหกรรม ในขณะเดียวกันก็พิจารณาปัจจัยเล็ก ๆ เช่น โครงสร้างการบริหารงานของบริษัทและหลักปรัชญาของบริษัท

เป้าหมายของนักวิเคราะห์ คือ การกำหนดราคาที่พวกเขาสามารถเปรียบเทียบมูลค่าปัจจุบันของสินทรัพย์ว่าราคานั้นสูงหรือต่ำกว่าความเป็นจริง

สาระสำคัญ

  • การวิเคราะห์ปัจจัยพื้นฐานคือการหามูลค่าที่แท้จริงของหุ้น หรือ “มูลค่าที่ยุติธรรม”
  • การวิเคราะห์ปัจจัยพื้นฐานหวังที่จะหาหุ้นที่ซื้อขายในปัจจุบันสูงหรือต่ำกว่ามูลค่าที่แท้จริง
  • สินทรัพย์นั้นมีมูลค่าต่ำกว่าความเป็นจริง เมื่อมูลค่าที่ยุติธรรมสูงกว่าราคาตลาด นี่คือจังหวะที่ควรเข้าซื้อ

 

ทำความเข้าใจการวิเคราะห์ปัจจัยพื้นฐาน

การกำหนดว่าสินทรัพย์นั้นมีมูลค่าต่ำกว่าหรือสูงกว่าความเป็นจริงในตลาดนั้นคือจุดสำคัญของการวิเคราะห์ การวิเคราะห์ปัจจัยพื้นฐานมักจะเป็นการวิเคราะห์จากภาพรวมที่กว้างไปยังจุดเล็ก ๆ เพื่อเลือกสินทรัพย์ที่มีมูลค่าผิดไปจากที่ควรเป็นมากที่สุด

จากใหญ่สุดไปเล็กสุด นักลงทุนจะดูสถานการณ์ทางเศรษฐกิจในปัจจุบัน จากนั้นก็ดูความแข็งแกร่งของอุตสาหกรรม ก่อนที่จะให้ความสำคัญกับผลการดำเนินงานของบริษัทเพื่อหามูลค่าที่ยุติธรรมของบริษัท

การวิเคราะห์ปัจจัยพื้นฐานใช้ข้อมูลสาธารณะในการประเมินราคาหุ้นหรือสินทรัพย์ประเภทอื่นใด นักลงทุนสามารถวิเคราะห์มูลค่าสินทรัพย์ได้โดยดูที่รายได้ ศักยภาพการเติบโตในอนาคต อัตราผลตอบแทนของนักลงทุน อัตรากำไร และข้อมูลอื่น ๆ เพื่อหามูลค่ายุติธรรมของบริษัทและศักยภาพในการเติบโตในอนาคต ข้อมูลเหล่านี้หาดูได้ในรายงานทางการเงินของบริษัท ซึ่งเป็นเงื่อนไขที่ต้องรายงานต่อคณะกรรมการหลักทรัพย์ทั่วไป

 

การวิเคราะห์ปัจจัยพื้นฐานเชิงปริมาณและเชิงคุณภาพ

“ปัจจัยพื้นฐาน” ของบริษัทนั้นครอบคลุมหลายปัจจัย ตั้งแต่สถานะทางเศรษฐกิจของบริษัท ไปจนถึงส่วนแบ่งในตลาด รายได้ ผลกำไร โครงสร้างการบริหาร และชื่อเสียง

เชิงปริมาณและเชิงคุณภาพนั้นเป็นสองประเภทการจัดกลุ่มปัจจัยพื้นฐาน

กำหนดดังนี้:

  • เชิงปริมาณ — “เกี่ยวข้องกับการวัดหรือประเมินปริมาณอะไรบางอย่างมากกว่าคุณภาพ”
  • เชิงคุณภาพ — “เกี่ยวข้องกับการวัดหรือประเมินคุณภาพของอะไรบางอย่างมากกว่าปริมาณ”

ทั้งสองแนวทางนี้ตรงข้ามกัน เชิงปริมาณจะดูที่ตัวเลข ปัจจัยที่นับได้ของบริษัท ได้แก่ รายได้ สินทรัพย์ ผลกำไร ฯลฯ ในขณะที่เชิงคุณภาพจะให้ความสำคัญกับสิ่งที่จับต้องไม่ได้ เช่น การยอมรับในแบรนด์ สิทธิบัตร ผู้บริหารที่มีอิทธิพล ฯลฯ

การวิเคราะห์ทั้งเชิงปริมาณและคุณภาพล้วนเป็นประโยชน์เท่า ๆ กันในแง่ของตนเอง นักวิเคราะห์จึงมักจะพิจารณาปัจจัยสองด้านนี้ร่วมกันก่อนทำการตัดสินใจ

 

2021-03-31-Fundamental and Technical-2

 

การวิเคราะห์ทางเทคนิคคืออะไร?

การวิเคราะห์ทางเทคนิคจะศึกษาแนวโน้มสถิติในกิจกรรมการเทรด เช่น การเคลื่อนที่ของราคาและปริมาณ เพื่อประเมินและหาโอกาสในการเทรด

การวิเคราะห์ปัจจัยพื้นฐานตั้งใจหามูลค่าของสินทรัพย์ผ่านยอดขายและรายได้ ในขณะที่การวิเคราะห์ทางเทคนิคจะเป็นเรื่องของการศึกษาพฤติกรรมราคาและปริมาณการซื้อขายเป็นหลัก

เครื่องมือการวิเคราะห์ทางเทคนิค เช่น อินดิเคเตอร์และออสซิลเลเตอร์นั้นใช้ในการวิเคราะห์อุปสงค์และอุปทานต่อสินทรัพย์ และผลกระทบต่อการเปลี่ยนแปลงในความผันผวนที่เกิดขึ้น ต่อราคา และปริมาณซื้อขาย การวิเคราะห์ประเภทนี้มักใช้เพื่อหาสัญญาณการเทรดในระยะสั้นโดยใช้เครื่องมือกราฟที่หลากหลาย

การวิเคราะห์ทางเทคนิคสามารถใช้ได้กับการเทรดหุ้น ฟิวเจอร์ส สินค้าโภคภัณฑ์ สกุลเงิน และสินทรัพย์อื่น ๆ ที่มีข้อมูลการเทรดในอดีต ในบทความนี้ เราจะมาดูตัวอย่างไม่กี่ตัวอย่างของวิธีการใช้การวิเคราะห์ทางเทคนิคด้วยอินดิเคเตอร์และออสซิลเลเตอร์ ซึ่งการวิเคราะห์ประเภทนี้มักนิยมใช้ในการเทรดฟอเร็กซ์และสินค้าโภคภัณฑ์มากที่สุด

สาระสำคัญ

  • การวิเคราะห์ทางเทคนิคจะศึกษาแนวโน้มทางสถิติในกิจกรรมการเทรด เช่น การเคลื่อนที่ของราคาและปริมาณการซื้อขาย เพื่อประเมินและหาโอกาสในการเทรด
  • นักวิเคราะห์ทางเทคนิคเชื่อว่ากิจกรรมการซื้อขายในอดีตและการเปลี่ยนแปลงของราคาสินทรัพย์สามารถเป็นตัวบ่งชี้ที่เป็นประโยชน์ของการเคลื่อนที่ของราคาในอนาคต

พื้นฐานการวิเคราะห์ทางเทคนิค

Charles Dow คือ บิดาแห่งการวิเคราะห์ทางเทคนิคโดยใช้ทฤษฎี Dow ซึ่งเป็นที่ติดตามและพัฒนาปรับปรุงโดยนักวิจัยหลายคนผู้ทำให้หลักทฤษฎีมั่นคงมากขึ้น การวิเคราะห์ทางเทคนิคในปัจจุบันนั้นมีความแตกต่างไปจากเมื่อการวิเคราะห์ประเภทนี้กำเนิดขึ้นในช่วงปี 1800s ซึ่งในปัจจุบันเรามีรูปแบบกราฟ สัญญาณ และเครื่องมือต่าง ๆ กว่าหลายร้อยชนิด

การวิเคราะห์ทางเทคนิคทุกรูปแบบจะทำงานบนหลักการความเชื่อเดียวกันว่า พฤติกรรมราคาและกิจกรรมการเทรดในอดีตของสินทรัพย์สามารถเป็นข้อมูลที่เป็นประโยชน์อย่างยิ่งต่อการเปลี่ยนแปลงของราคาในอนาคตได้เมื่อใช้กลยุทธ์ที่ถูกต้อง

นักวิเคราะห์มืออาชีพใช้การวิเคราะห์ทางเทคนิคประกอบกับการวิเคราะห์ปัจจัยพื้นฐาน ส่วนนักเทรดรายวันจะทำการตัดสินใจโดยใช้กราฟและเครื่องมือเท่านั้น การหาสมดุลที่ใช่นั้นขึ้นอยู่กับเป้าหมายและกลยุทธ์การเทรดของคุณ

 

หลักพื้นฐานของการวิเคราะห์ทางเทคนิค

มีความแตกต่างสำคัญสองประการระหว่างวิธีการที่ใช้ในการวิเคราะห์สินทรัพย์และทำการตัดสินใจลงทุน: การวิเคราะห์ปัจจัยพื้นฐานและการวิเคราะห์ทางเทคนิค ซึ่งการวิเคราะห์ทางเทคนิคจะตั้งอยู่บนหลักพื้นฐาน คือ:

  1. ตลาดมีประสิทธิภาพด้วยตัวเลข หมายถึง มูลค่าปัจจุบันของสินทรัพย์จะแสดงถึงปัจจัยทั้งหมดที่สามารถส่งผลต่อราคาสินทรัพย์ แต่
  2. แม้แต่การเคลื่อนที่ของราคาที่ดูเหมือนจะขยับแบบสุ่ม ๆ จริง ๆ แล้ว นั้นมีเทรนด์และรูปแบบที่เกิดขึ้นซ้ำ ๆ ในตลาด

ในขณะที่การวิเคราะห์ปัจจัยพื้นฐานใช้รายงานทางการเงินของบริษัทเพื่อหามูลค่าที่ยุติธรรมของธุรกิจ การวิเคราะห์ทางเทคนิคจะสันนิษฐานว่าราคาสินทรัพย์จะสะท้อนถึงข้อมูลที่มีให้บริการโดยสาธารณะทั้งหมด ดังนั้น จึงให้ความสำคัญกับการวิเคราะห์สถิติของพฤติกรรมราคาเป็นหลัก ในขณะเดียวกันก็พยายามทำความเข้าใจสภาพตลาดเบื้องหลังเทรนด์ราคาผ่านรูปแบบและเทรนด์

Charles Dow เขียนตำราอธิบายทฤษฎีการวิเคราะห์ทางเทคนิคของเขา งานเขียนนี้ประกอบด้วยข้อสันนิษฐานพื้นฐานทั้งสองข้อที่อธิบายไปข้างต้น ซึ่งเป็นการวางกรอบการทำงานของการเทรดด้วยการวิเคราะห์ทางเทคนิค

ในปัจจุบัน นักวิเคราะห์มืออาชีพมักจะยอมรับข้อสันนิษฐานทั่วไปสามประการของหลักการ:

1. ตลาดลดราคาทุกอย่างแล้ว

โดยหลักแล้ว ตลาดจะประเมินข้อมูลทุกอย่างของบริษัทและก็ตีราคาตามข้อมูลทั้งหมดนั้น ๆ อยู่แล้ว แนวคิดนี้มาคู่ขนานกับแนวคิด Efficient Market Hypothesis (EMH) ซึ่งให้ข้อสรุปที่คล้ายคลึงกัน คือ ปล่อยให้นักวิเคราะห์ดูพฤติกรรมราคาสินทรัพย์ในฐานะผลลัพธ์ของอุปสงค์และอุปทาน

2. ราคาเคลื่อนที่เป็นเทรนด์

กลยุทธ์การเทรดทางเทคนิคส่วนใหญ่ตั้งอยู่บนข้อสันนิษฐานว่า ราคาจะขยับตามเทรนด์มากกว่าเคลื่อนที่อย่างไร้เหตุผล เช่นเดียวกันกับกฎแห่งการเคลื่อนที่ วัตถุที่เคลื่อนที่อยู่จะยังคงเคลื่อนไหวต่อเนื่องจนกว่าจะได้รับผลกระทบจากแรงภายนอก อย่างไรก็ตาม แรงดึงและดันของอุปสงค์และอุปทานมีความคงที่ ดังนั้นจำเป็นต้องมีแรงที่มีน้ำหนักมากกว่าเพื่อเปลี่ยนทิศทาง

3. ประวัติศาสตร์มักจะซ้ำรอยเดิม

หลักปรัชญาทั่วไปที่ครูสอนประวัติศาสตร์เชื่อกันทุกหนแห่ง การเกิดขึ้นซ้ำ ๆ ของการเคลื่อนที่ของราคาเป็นผลมาจากจิตวิทยาในตลาด อารมณ์ตลาดที่ขับเคลื่อนที่ราคาคือความตื่นเต้นและความกลัวที่คาดเดาไม่ได้ การควบคุมความสามารถในการคาดการณ์คือหัวใจหลักของ 100 ปี แห่งการวิเคราะห์ทางเทคนิค หลายรูปแบบที่เหมือนกันนั้นได้รับการสอนและใช้งานในปัจจุบันนั้นเหมือนกันกับสมัยก่อน เพราะคนเราไม่มีการเปลี่ยนแปลง และอารมณ์ของพวกเขาก็ขับเคลื่อนราคาเหมือนเดิม

ตลาดลดราคาทุกอย่าง ราคาเคลื่อนที่เป็นเทรนด์ และประวัติศาสตร์ก็มักจะซ้ำรอยเดิมโดยเฉพาะเสาหลักทั้งสามของการวิเคราะห์ทางเทคนิคสมัยใหม่ การใช้แต่การวิเคราะห์เหล่านี้อย่างเดียวจะไม่ได้ผลสำหรับนักเทรดทุกคน แต่ด้วยกลุยทธ์ที่ถูกต้อง หลักการเหล่านี้สามารถนำไปสู่ความสำเร็จได้

 

2021-03-31-Fundamental and Technical-3

 

การวิเคราะห์ทางเทคนิคพื้นฐานโดยใช้อินดิเคเตอร์และออสซิลเลเตอร์

อินดิเคเตอร์และออสซิลเลเตอร์ คือ การคำนวณทางคณิตศาสตร์ที่ใช้ราคา ปริมาณ และหลักเกณฑ์ของตลาดอื่น ๆ ในการคาดการณ์เทรนด์และทิศทางของสินทรัพย์ นักเทรดใช้เครื่องมือนี้เพื่อช่วยในการวิเคราะห์ทางเทคนิค ในการหาเทรนด์ตลาด จุดกลับตัว จุดเข้าและออกตลาด รวมถึงการตัดสินใจว่าจะซื้อหรือขาย

เมื่อใช้ประกอบกับกลยุทธ์การเทรด เครื่องมือเหล่านี้สามารถช่วยเพิ่มอัตราความสำเร็จให้กับนักเทรดได้เป็นอย่างดี

อันดับแรก คือ SMA หรือ Simple Moving Average อินดิเคเตอร์นี้มักเป็นที่สนใจในการใช้งานสำหรับนักเทรด โดย SMA จะให้สัญญาณการกลับตัวเมื่อราคาขยับจากบนลงล่างเส้น หรือในทางกลับกันนั่นเอง เส้นนั้นจะคำนวณขึ้นมาโดยใช้ค่าเฉลี่ยของราคาสินทรัพย์ของแท่งเทียนก่อนหน้าทั้งหมดสิบแท่ง

วิธีการใช้งาน SMA

เมื่อราคาสินทรัพย์ตัดผ่านเส้นอินดิเคเตอร์จากล่างขึ้นบน จะเป็นสัญญาณว่าราคามีแนวโน้มจะขยับขึ้นและเปลี่ยนเป็นเทรนด์ขาขึ้น เมื่อราคาตัดผ่านอินดิเคเตอร์จากบนลงล่างจะเป็นสัญญาณขาลง

ถัดไป คือ RSI หรือ Relative Strength Index ซึ่งเป็นออสซิลเลเตอร์โมเมนตัม นักเทรดจะอาศัยอินดิเคเตอร์ตัวนี้ในการดูว่าสินทรัพย์นั้นอยู่ในช่วงที่มีแรงซื้อมากเกินไป (overbought) หรือมีแรงขายมากเกินไป (oversold) โดยแสดงถึงการกลับตัวของเทรนด์ที่จะมาถึง

มันคือเส้นหนึ่งเส้นที่เคลื่อนที่อยู่ระหว่าง 0 และ 100 อินดิเคเตอร์ตัวนี้จะแสดงว่าราคาอยู่ในช่วง oversold หรือ overbought เมื่อขยับถึงระดับสูงสุดหรือต่ำสุด หลังจากเส้นขยับถึง 100 ก็มีโอกาสที่สินทรัพย์นั้น ๆ มีแรงซื้อมากเกินไป และในทางกลับกันเมื่อเส้นเข้าใกล้ระดับ 0 ราคาน่าจะถูกขายมากเกินไป หากสินทรัพย์อยู่ในช่วงใดช่วงหนึ่งจะถือว่าเป็นจุดสิ้นสุดของเทรนด์ปัจจุบัน

วิธีการใช้งาน RSI

โดยทั่วไป เส้นที่สำคัญจะตั้งอยู่ที่ระดับ 30% และ 70% ซึ่งเป็นเส้นสีเขียวและสีส้ม แม้ว่าช่วงทั้งหมดจะครอบคลุม 0 ถึง 100% ระดับเหล่านี้จะช่วยให้นักเทรดติดตามความคืบหน้าได้ง่ายขึ้น หากเส้นตัดผ่านระดับ 30% หรือ 70% จะเกิดเป็นสัญญาณการกลับตัวเมื่อราคากลับมาตัดผ่านเส้น

มีอินดิเคเตอร์และออสซิลเลเตอร์อีกหลายตัวที่นักเทรดสามารถใช้งานได้บนแพล็ตฟอร์ม Olymp Trade แต่สองตัวนี้เป็นการเริ่มต้นที่ดีว่าอินดิเคเตอร์และออสซิลเลเตอร์คืออะไร และสามารถใช้งานอย่างไรเพื่อทำให้การเทรดของคุณประสบความสำเร็จมากยิ่งขึ้น

 

สองด้านที่ดีที่สุด

ในส่วนนี้ เราจะดูประเภทกลยุทธ์ที่เป็นที่ใช้งานมากที่สุดที่ผสมผสานวิธีการการวิเคราะห์ปัจจัยพื้นฐานและการวิเคราะห์ทางเทคนิค เมื่อใช้ประกอบกัน ทั้งสองวิธีสามารถให้ข้อมูลได้มากกว่าวิธีเดียว จึงช่วยเพิ่มมุมมองเจาะลึกเพิ่มเติมให้กับนักเทรด

Volume Trends

วิธีการยอดนิยมในการประเมินอารมณ์ตลาด คือ การดูปริมาณการเทรด นักเทรดสามารถใช้ข้อมูลนี้เพื่ออนุมานดูว่าเทรนด์ที่พวกเขาคิดนั้นสอดคล้องกับชุมชนการเทรดที่ใหญ่กว่าหรือไม่ ไม่มีนักเทรดปัจเจกคนไหนที่สามารถเข้าใจภาพรวมของสิ่งที่เกิดขึ้นในตลาดได้ทั้งหมด ดังนั้น หลายคนจึงเชื่อในปริมาณเพราะบอกอะไรได้มากกว่า

ปริมาณการซื้อขายที่สูงชี้ให้เห็นว่ามีอะไรบางอย่างเกิดขึ้นที่ดึงดูดความสนใจของนักเทรด และส่วนแบ่งนั้นกำลังเพิ่มขึ้น (ซื้อ) หรือลดลง (ขาย) ปริมาณที่ลดลงอย่างรวดเร็วเป็นตัวชี้ว่านักเทรดกำลังสูญเสียความสนใจและมีแนวโน้มที่เทรนด์จะกลับตัว

อินดิเคเตอร์ Volume สามารถช่วยยืนยันว่านักเทรดท่านอื่นมีมุมมองเดียวกันต่อสินทรัพย์เหมือนกับคุณหรือไม่ นักเทรดใช้กลยุทธ์ประเภทเหล่านี้ในการจับตาดูปริมาณการซื้อขายที่เพิ่มขึ้นเมื่อเทรนด์กำลังก่อตัว

การใช้การวิเคราะห์ปัจจัยพื้นฐานเพื่อหาว่าสินทรัพย์กำลังเทรดอยู่ในระดับที่สูงหรือต่ำกว่ามูลค่าที่ยุติธรรมในตลาด และใช้อินดิเคเตอร์ปริมาณบนกราฟ หรือหาเทรนด์และดูแนวโน้มปริมาณซื้อขายที่สูงขึ้น Volume Trends จึงเป็นหนึ่งในกลยุทธ์หลายประเภทที่ใช้การผสมผสานของการวิเคราะห์ทั้งสองแบบ

 

ผสมผสานเพื่อเอาชนะ

การวิเคราะห์ปัจจัยพื้นฐานและการวิเคราะห์ทางเทคนิคมีความแตกต่างแต่ก็มีความสำคัญอย่างเท่า ๆ กันในโลกแห่งการเงิน การวิเคราะห์ปัจจัยพื้นฐานมักใช้ในการลงทุนระยะยาว ในขณะที่ทางเทคนิคจะเป็นผู้นำในการเทรดระยะสั้น

สำหรับนักเทรดบนแพล็ตฟอร์ม Olymp Trade การผสมผสานทั้งสองแบบจะให้ผลลัพธ์ที่ดีที่สุด การวิเคราะห์ทางเทคนิคจะช่วยในการหาเทรนด์และปัจจัยพื้นฐานเป็นตัวอธิบายว่าทำไมเหตุการณ์ต่าง ๆ จึงเกิดขึ้น การหากลยุทธ์ที่เหมาะกับเป้าหมายของคุณมากที่สุดจะเป็นการผสมผสานที่ใช่ของทั้งสองรูปแบบการวิเคราะห์สำหรับเป้าหมายและระดับความเสี่ยงที่คุณยอมรับได้

Related posts
การจัดการเงิน

เตรียมพร้อมสำหรับการเทรด: คำถามหลัก 4 ข้อ

บทความเรื่องนี้ไม่เกี่ยวข้องกับหลักสูตรเรื่องการบริหารจัดการเงินของเรา อย่างไรก็ตาม บทความนี้จะเป็นประโยชน์ต่อนักเทรดทุกท่าน โดยเฉพาะนักเทรดมือใหม่ เพื่อเรียนรู้ว่าเราสามารถบริหารจ...
การวิเคราะห์เชิงพื้นฐาน

7 หุ้นที่ดีที่สุดสำหรับการลงทุนในขณะนี้

หุ้นที่ดีที่สุดในการลงทุนในปี 2021 ปรากฏว่าเป็นหุ้นกลุ่มบันเทิงเป็นหลัก เช่น เกมคอมพิวเตอร์ ทีวี และโซเชียลมีเดีย
การวิเคราะห์เชิงพื้นฐาน

วิกฤติเศรษฐกิจโลก: บทรีวิวจากผู้เชี่ยวชาญ Olymp Trade

ทำไมวิกฤติถึงเกิดขึ้น? ชัยชนะของ COVID-19 และทรัมป์เหนือธนาคารเฟดฯ มีความเกี่ยวข้องอย่างไร? เราจะคาดการณ์อะไรได้บ้างจากเศรษฐกิจและบิทคอยน์? อ่านบทความฉบับนี้เพื่อหาคำตอบ
การวิเคราะห์เชิงพื้นฐาน

คำคาดการณ์: เลือกหุ้นที่ดีที่สุดสำหรับครึ่งปีหลังของปี 2020

เราจะมาดูภาคเศรษฐกิจต่าง ๆ ที่มีศักยภาพมากที่สุดในการปิดฉากปีการซื้อขายที่ท้าทาย 2020 ปีนี้ ซึ่งเราจะไม่โฟกัสแค่หุ้นใดหุ้นหนึ่งเท่านั้น แต่จะพูดถึงกลุ่มหุ้นที่ให้โอกาสที่ดีมากที่สุ...
บล็อกบริษัท Olymp Trade อย่างเป็นทางการ