การวิเคราะห์ทางเทคนิค

กราฟ Kagi สำหรับมือใหม่


กราฟ Kagi (Jap. か ぎ 足) ใช้งานในการวิเคราะห์ทางเทคนิคในประเภทกราฟราคาสินทรัพย์ปัจจุบัน ซึ่งแสดงทิศทางการเปลี่ยนแปลงของราคาในรูปแบบชุดเส้นตรงที่มีความหนาที่แตกต่างกันไป โดยเชื่อมต่อโดยเส้นแนวนอนสั้นๆ ที่มีความยาวเดียวกัน

เส้น Kagi ยืดยาวขึ้นหลังจากราคาในทิศทางเดียวกันและจนกว่าแนวโน้มราคาจะเปลี่ยนแปลงทิศทาง หลังจากเทรนด์เปลี่ยนทิศตามการเคลื่อนที่ของราคาที่เปลี่ยนแปลงไป รอยเว้าจะเกิดขึ้นทางขวามือและจะเกิดเป็นเส้น Kagi เส้นใหม่ในทิศทางตรงกันข้ามซึ่งเชื่อมต่อโดยเส้นแนวนอนจากเส้นก่อนหน้าในลักษณะการตีโค้งหรือวกกลับ กราฟ Kagi ได้รับการคิดค้นขึ้นในประเทศญี่ปุ่นในช่วงปี 1870 ตั้งแต่ช่วงเริ่มต้นของการพัฒนาตลาดหุ้นญี่ปุ่น เทคนิคนี้ใช้งานเพื่อชี้วัดการเคลื่อนที่ของราคาข้าว คำว่า “Kagi” มาจากศิลปะการพิมพ์ของญี่ปุ่น ซึ่งเป็นจานที่มีรูปร่างคล้ายอักษรละตินตัว L ใช้ในการเรียงแผ่นกระดาษสำหรับการพิมพ์ นักเทรดชาวตะวันตกค้นพบเทคนิคนี้จาก Steve Nison ในหนังสือของเขาเรื่อง “Beyond the Limits of Japanese Candles.” (เหนือขีดจำกัดของแท่งเทียนญี่ปุ่น) ลักษณะสำคัญของกราฟ Kagi คือการที่ไม่มีแกนเวลากำกับ

การสร้างกราฟ Kagi


โดยรวมแล้ว ในเส้นของกราฟมีองค์ประกอบพื้นฐาน 4 ประการด้วยกันที่ช่วยแบ่งกลุ่มองค์ประกอบเป็นสองคู่
คู่แรกคือเส้นต่างๆ ที่ระบุทิศทางตลาด
หยิน คือ เส้นแนวตั้งที่ระบุเทรนด์ขาลง (หมี) บางครั้งจะเน้นเป็นสีแดง
หยาง คือ เส้นแนวนอนบางๆ ระบุเทรนด์ขาขึ้น (กระทิง) บางครั้งจะเน้นเป็นสีเขียว

คู่ที่สองเป็นไปตามเส้นจุดเปลี่ยนความเว้าแนวรับประเภทต่างๆ:
ช่วงไหล่ – เป็นช่วงกราฟแนวนอนที่เชื่อมเส้นขาขึ้นกับเส้นขาลงด้วยกันโดยมีค่าสูงสุดในพื้นที่ปรากฏอยู่
ช่วงเอว เป็นช่วงกราฟแนวนอนที่เชื่อมขาลงกับขาขึ้นด้วยกันโดยมีค่าต่ำสุดในพื้นที่ปรากฏอยู่

แล้วสี/ความหนาบนกราฟ Kagi เปลี่ยนแปลงได้อย่างไร:
* เมื่อเส้นหยางตกลงมาต่ำกว่าช่วงเอวล่าสุด จะกลายเป็นเส้นหยิน
* และในทางกลับกันเมื่อเส้นหยินขยับขึ้นเหนือช่วงไหล่ล่าสุด จะกลายเป็นเส้นหยาง

ประเภทของกราฟ Kagi ที่ปรากฏ


ประเภทราคา ราคาปิดตัวของช่วงเวลาใดเวลาหนึ่งโดยเฉพาะปกติแล้วถูกใช้งานเป็นข้อมูลนำเข้า สำหรับในกราฟ Kagi ประเภทการสร้างสำหรับค่าต่ำสุดและสูงสุดก็ถูกใช้งานบ่อยครั้งเช่นเดียวกัน ในกรณีนี้ ราคาต่ำสุด (ต่ำ) จะได้รับการคำนวณเมื่อตลาดขยับลงและจะพิจารณาค่าสูงสุด (สูง) เมื่อตลาดขยับขึ้น
กรอบเวลา เมื่อเลือกกรอบเวลาควรคำนึงว่าระยะเวลาที่ยาวนานกว่าจะยิ่งส่งผลให้เกิดความแตกต่างระหว่างกราฟ Kagi และการเคลื่อนที่ของราคา ณ เวลาจริงมากยิ่งขึ้น (เช่นจากกราฟแนวตรง)

ค่าประมาณส่วนมากของค่าเปลี่ยนแปลงราคาจะปรากฏบนกราฟ Kagi บนพื้นฐานของค่าตามนาที/ช่วงขณะหนึ่ง ในขณะเดียวกัน กราฟที่อยู่บนพื้นฐานของราคาต่ำสุดและสูงสุดจะใกล้เคียงกับกราฟ Tick Chart มากกว่าราคาปิดตัว

จำนวนวกกลับ เส้น Kagi วกกลับที่ราคาซึ่งมีระยะห่างต่ำสุดจากค่าสุดท้ายที่กำกับไว้บนกราฟในทิศทางที่ตรงกันข้ามกับทิศทางปัจจุบัน (หากทิศทางคงที่เหมือนเดิม เส้นเพียงแค่ยาวขึ้นเท่านั้น)

เมื่อลักษณะนี้เกิดขึ้นจะปรากฏเป็นเส้นตรงเส้นใหม่บนกราฟ Kagi และนี่เป็นที่ที่คุณต้องเลือกระยะห่างและพารามิเตอร์วกกลับ ปกติแล้วค่าจุดเปลี่ยนจะกำหนดเป็นจุดหรือเป็นเปอร์เซ็นต์ (จากระดับของราคาปัจจุบัน) ซึ่งเป็นหน่วยเลขตัวเต็ม (เช่น 15 จุด) หรือสัมพันธ์กัน (เช่น 10%)

ค่ามาตรฐานของจำนวนวกกลับสำหรับคู่สกุลเงินที่ได้รับความนิยมมากที่สุดมีดังต่อไปนี้ (ตามคำแนะนำของอธิการบดี International Academy of Exchange Trading คุณ V. Safin):

EUR/USD – 50 จุด (0.0050);
GBP/USD – 50 จุด (0.0050);
JPY/USD – 60 จุด (0.0060);
CHF/USD – 65 จุด (0.0065).

อย่างไรก็ดี ควรคำนึงว่าวิธีการที่มีประสิทธิภาพมากที่สุดคือการกำหนดจำนวนที่วกกลับซึ่งอยู่บนพื้นฐานของสถานการณ์ตลาด ณ ปัจจุบันและความผันผวนของสินทรัพย์ที่วิเคราะห์

Related posts
© 2014 - 2020 Olymp Trade. All Rights Reserved.